|
ดาวเทียม
ณ ปัจจุบันดาวเทียมในโลกนี้มีหลายพันดวงลอยอยู่บนท้องฟ้าและมีประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอันน่าสนใจมากมาย ดาวเทียมถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าทางวิทยาการเกือบทั้งหมดของมนุษยชาติก็กล่าวได้ แต่สำหรับประเทศไทยในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเกมส์การเมืองในวันนี้ ดาวเทียมถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองอันร้อนระอุถูกโยนหินถามทางไปยังสื่อมวลชนทุกแขนง แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักดาวเทียมกันก่อนดีกว่า
![]() ดาวเทียมคืออุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมชนิดหนึ่ง ศัพท์ทางวิศวกรรมเรียกว่าทำหน้าที่เป็น Repeater หรือตัวทวนสัญญาณ วิศวกรโทรคมนาคมบางท่านกล่าวว่าดาวเทียมมิใช่พระเอกอะไรมากมาย เพราะทำหน้าที่เพียงรับสัญญาณที่ส่งจากฝากหนึ่งและสะท้อนสัญญาณนั้นกลับสู่พื้นโลกอีกด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ในความจริงดาวเทียมก็เป็นสิ่งสำคัญต่อระบบโทรคมนาคมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากต่อกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (Broadcasting) เพราะดาวเทียมอยู่บนฟ้าส่งสัญญาณลงมาดังสายฝนพรมได้ทั่วทุกพื้นภูมิประเทศโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แม้ในถิ่นทุรกันดารหรือในเวิ้งมหาสมุทรก็ตาม ดาวเทียมไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะทวนสัญญาณ แต่มีอีกหลายลักษณะตามประเภทการใช้งาน เช่น ดาวเทียมสำรวจอวกาศ ดาวเทียมสำรวจพื้นพิภพ ดาวเทียมจารกรรม เป็นต้น ตลอดจนถือเป็นอาวุธในสงครามโลกอนาคต วงโคจรของดาวเทียม วงโคจรดาวเทียม (Satellite Orbit) แบ่งตามระยะความสูง (Altitude) จากพื้นโลกเป็น 3 ระยะคือ
![]() ประเภทของดาวเทียม
![]() ไทยคม 1 และ ไทยคม 2 ดาวเทียมไทยคม 1A ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 ในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออกและย้ายไปที่ 120 องศาตะวันออกเมื่อ พฤษภาคม 2540 ส่วนดาวเทียมไทยคม 2 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 ดาวเทียมทั้ง 2 ดวงเป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 แบบ Dual Spin ผลิตโดย บริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทโบอิ้งในปัจจุบัน พื้นที่การให้บริการย่านความถี่ C-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น และชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ส่วนพื้นที่การให้บริการในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในแถบอินโดจีน โดยดาวเทียมไทยคม 1A อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออก ดาวเทียมไทยคม 2 อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก จำนวนช่องสัญญาณในย่าน C-Band ดาวเทียมไทยคม 1A มีจำนวน 12 ทรานสพอนเดอร์ ดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวน 10 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ของช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 36 MHz ส่วน Ku-Band ดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวนดวงละ 3 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 54 MHz มีอายุการใช้งาน 15 ปี ![]() ไทยคม 3 ดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล สเปซ ซิสเต็ม ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยถูกส่งเข้าสู่วงโคจรในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก เมื่อ 16 เมษายน 2540โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่าน Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 3 สามารถให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสี่ทวีปได้อีกด้วย มีจำนวนช่องสัญญาณ C-Band Global Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ C-Band Regional Beam จำนวน 18 ทรานสพอนเดอร์และมีช่องสัญญาณในย่านความถี่ซีแบนด์เท่ากับ 36 MHz ส่วนในย่าน Ku-Band นั้น Ku-Band Spot Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ แบ่งเป็น 2 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณ เท่ากับ 54 MHz ส่วนอีก 5 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz และ Ku-Band Steerable Beam มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz ![]() ไทยคม 4 เรียกได้ว่าเป็นดาวเทียมแบบ interactive หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายคือสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนี้ได้ทุกที่ ใช้เทคโนโลยีการกระจายคลื่นแบบรังผึ้งเหมือนกับที่ใช้ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผนวกกับระบบจานสายอากาศดาวเทียมแบบใหม่ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) สามารถนำความถี่กลับมาใช้งานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้การรับส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังใช้ระบบบริหารการรับ-ส่งสัญญาณตามสภาพความต้องการการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อทำให้การส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดาวเทียม ไอพีสตาร์ สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมปกติถึง 20 เท่า ทำให้สามารถรองรับความต้องการใช้งาน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวนมากได้นับล้านคน จำนวนบีม Ku-Spot Beam 84 บีม Ku-Shape Beam 3 บีม Ku-Broadcast Beam 7 บีม ความสามารถในการรับส่งข้อมูล 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เทียบเท่ากับมากกว่า 1,000 ทรานสพอนเดอร์ แบบความถี่ 36 เมกะเฮิร์ทซ์ ของดาวเทียมทั่วไป อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ![]() ไทยคม 5 ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล อาลีเนีย สเปซ ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่านความถี่ Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 5 ครอบคลุมประเทศเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน มีตำแหน่งอยู่ที่ 78.5 องศาตะวันออก
ดาวไทยสร้างดวงแรก ก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
ข้อมูลจาก : www.krooit.com/webboard/index.php?topic=388.0
วิวัฒนาการระบบดาวเทียม ![]()
ประวัติความเป็นมาของดาวเทียม โดยเน้นเป็นพิเศษ ที่ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร
![]() ![]() ![]() ความสำเร็จของการพัฒนาจรวดนั้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมัน ได้นำมาใช้ในกิจการสงคราม แต่ขณะเดียวกัน ก็มีแนวความคิดที่จะนำไปใช้ เพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ด้วย แต่ยังมิทันที่ความคิดทางด้าน สันตินี้จะประสบความสำเร็จ ก็พ่ายแพ้ในสงครามเสียก่อน อย่างไรก็ตาม จรวด V-2 ของเยอรมันในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2 นี้ ก็ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนจรวดท่อนที่ 2 คือ WAC Corporal ขึ้นสู่ความสูงถึง 235,000 ฟุต และนับเป็นความ สำเร็จครั้งแรก ของสหรัฐอเมริกาในเรื่อง Sounding Rocket ซึ่งช่วยให้ความหวัง ของเยอรมันในการสำรวจทาง วิทยาศาสตร์เป็นความจริง และช่วยให้การพัฒนาจรวด เพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา เช่น Aerobee และ Viking เป็นต้น ![]() ![]() ยุคอวกาศเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง ในปี พ.ศ.2500 โดยสหภาพโซเวียต ได้ส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก คือ Sputnik 1 เข้าสู่วงโคจรระดับต่ำเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ![]() ![]() ดาวเทียมดวงนี้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 เซนติเมตร หนัก 83.6 กิโลกรัม ส่งเข้าสูวงโคจร ขนาด 227 x 941 กิโลเมตรา x 65.1 ด้วยจรวด ICBM ส่งข้อมูลเกี่ยวกับความหนาแน่น และอุณหภูมิของบรรยากาศชั้นสูง กลับมาสู่โลกด้วยความถี่ 20.005 และ 40.005 MHz ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2501 สหรัฐอเมริกา ได้ประสบผลสำเร็จ ในการส่งดาวเทียมดวงแรก ของตนขึ้น สู่วงโคจร ดาวเทียมดวงนี้ชื่อ Explorer 1 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16.5 ซม. ความยาวทั้งหมด 205 ซม. น้ำหนักเฉพาะ ส่วนบรรทุกเครื่องมือ และอุปกรณ์ 14 กิโลกรัม ส่งเข้าสู่วงโคจร 360 x 2,534 กิโลเมตร x 23.24 ด้วยจรวด Juno 1 ภายใต้ความอำนวยการ ทางวิชาการของ Dr.Wernher von Braun และปฏิบัติงานด้วยความถี่ 108 MHz ![]() ความสำเร็จทาง ด้านงานวิศวกรรมศาสตร์ นั้น คือสามารถสร้างเครื่องมือวัด และเครื่องระบบโทรมาตร ให้มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบา จึงสามารถบรรจุลง ในส่วนภาระบรรทุก ที่มีปริมาตรน้อยได้ สำหรับความสำเร็จที่สำคัญ ทางด้านวิทยาศาสตร์ คือ การค้นพบ Van Allen radiation belt ที่คาดอยู่รอบโลก ดาวเทียมที่ยอมรับกันว่า เป็นดาวเทียมสื่อสาร ที่แท้จริงดวงแรกของโลก คือ ดาวเทียม Telstar 1 และเป็นดวงแรก อีกเช่นกัน ที่มีการลงทุนสร้าง เพื่อหวังผลเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทเอกชน คือ AT & T มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 87.6 ซม. หนัก 77 กิโลกรัม ส่งเข้าสู่วงโคจร โดยองค์การบริหารการบิน และอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ด้วยจรวด Thor-Delta ที่ระดับ 952 x 5,632 กิโลกรัม x 44.79 เมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม พ.ศ.2505 ดาวเทียมดวงนี้มี Transponder เพื่อการสื่อสาร ระหว่างสถานีภาคพื้นดิน ที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ใช้ความถี่ 6 GHz สำหรับ Up-link และ 4 Ghz สำหรับ Down-link การพัฒนาดาวเทียมดวงนี้ เกิดขึ้นจากแรงดลใจ จากผลงานการค้นคว้าวิจัย เมื่อปี พ.ศ.2498 เรื่อง "Orbital Radio Relay" ของ Dr.J.R. Pierce แห่ง Bell Telephone Laboratory ในเอกสารนี้ Dr.Pierce ได้พรรณาถึงความเป็นไปได้ และประโยชน์แท้จริงของดาวเทียม ต่อระบบสื่อสาร และได้อธิบายถึงความสำคัญ ของตัวแปรทางเทคนิค ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการสื่อสาร เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง กำลังส่งของเครื่องส่ง ความกว้างแถบคลื่นความถี่ ค่าทวีกำลัง ของสายอากาศ และอื่น ๆ กับลักษณะ และขนาดของวงโคจรของดาวเทียม ![]() ![]() ระบบสื่อสารที่ใช้ดาวเทียม ในวงโคจรต่ำใกล้โลกนั้นมีข้อกำจัดที่ว่า การติดต่อจะทำได้เมื่อคู่สถานีสื่อสาร เห็นดาวเทียมพร้อมกัน ดังนั้นจึงเป็นการจำกัด ช่วงเวลาของการเชื่อมโยง ระบบสื่อสารเข้าด้วยกัน หากต้องการให้ การโทรคมนาคม สามารถดำเนินไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง จำเป็นต้องส่งดาวเทียม ให้โคจรอยู่ในวงโคจรวงกลมที่เรียกว่า Geosynchronous Orbit หรือ Geostationary Orbit หรือ Clarke Orbit ณ ความสูง 35,880 กิโลเมตร แนวความคิดเกี่ยวกับ เรื่องนี้มิได้เป็นของใหม่ เพราะว่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2488 Arthur C. Clarke ซึ่งเป็นนักเขียนนวนิยาย และเรื่อง เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ได้ส่งบันทึกช่วยความจำไปยัง Council of the British Interplanetary Society ซึ่งต่อมาแนว ความคิดเกี่ยวกับ Geostationary Satellite นี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Wireless World ฉบับเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง ![]() ข้อเสนอของ Clarke คือ หากส่งดาวเทียม เข้าสู่วงโคจร geosynchronous orbit ที่ระดับความสูง 35,880 กิโลเมตร โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเดินทาง รอบโลกเป็นวงกลมใน 24 ชั่วโมง แต่เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา เท่ากันพอดี ดังนั้น หากให้การเดินทางรอบโลก ของดาวเทียม ไปทางเดียวกับ การหมุนรอบตัวเองของโลก จะมีผลทำให้ ดาวเทียมนั้นอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา เมื่อเทียบจุดสังเกตการณ์บนพื้นโลก และหากนำเอาดาวเทียม จำนวน 3 ดวง ไปไว้ในวงโคจรดังกล่าว จะสามารถจัดให้ สามารถมองเห็นพื้นโลก ได้แทบทุกจุด ยกเว้นอาณาบริเวณ แถบขั้วโลกทั้ง 2 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทีเดียว ดาวเทียมดวงแรก ที่ได้รับความพยายามส่งเข้าสู่วงโคจร geostationary orbit นั้นคือ ดาวเทียม Syncom 2 แต่ความสำเร็จเข้าสู่วงโคจร Clarke orbit ที่แท้จริงคือ ดาวเทียม Syncom 3 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2507 และใช้ ถ่ายทอดสด พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงโตเกียว นครหลวงของญี่ปุ่น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ดาวเทียม สื่อสารเชิงพาณิชย์ ดวงแรกของโลก ในวงโคจร geosynchronous orbit คือ Intelsat 1 หรือ Early Bird ซึ่งถูกส่งขึ้น วงโคจรเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2508 และติดตามมาด้วยอนุกรมชุด Intelsat ต่างๆ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้ สำหรับในสหภาพโซเวียตนั้น ดาวเทียมรุ่นแรก ๆ สำหรับการสื่อสาร ได้แก่ Molniya และ ได้พัฒนาเข้าสู่ดาวเทียม รุ่นใหม่ที่ทันสมัย เช่น Roduga และ Gorizont เป็นต้น ![]() ข้อมูลจาก : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=bustista&date=14-12-2007&group=1&gblog=2 |
|
สำนักงานใหญ่ : 311 หมู่ 6 ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน 51000 โทร/แฟกซ์ ๐ -๕๓๕๓ - ๕๕๕๕
สาขาเชียงใหม่ : 32/10 ชั้น 2 ถ.เชียงใหม่ - ลำปาง ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 โทร/แฟกซ์ ๐ - ๕๓๔๐ - ๖๕๕๔ สาขาเชียงราย : 89/2 หมู่ 4 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 โทร/แฟกซ์ ๐ - ๕๓๗๕ - ๑๑๔๕ |